20 เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับ “โลก” ที่ไม่มีสอนในห้องเรียน

ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล มีอะไรหลายๆ อย่างที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย และอย่าว่าแต่ในจักรวาลเลย แม้แต่บนโลกใบนี้ที่เปรียบได้กับธุลีเล็กๆ ของจักรวาล มนุษย์ก็ยังเรียนรู้อะไรได้ไม่หมดเช่นกัน สำหรับวันนี้เราจะไปทำความรู้จักโลกใบนี้ให้มากขึ้นกับ 20 เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับ “โลก” ที่ไม่มีสอนในห้องเรียน ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันเลย

 

#1

โลก (Earth) มีเส้นรอบวงตามแนวนอน 40,075 กิโลเมตร และเส้นรอบวงตามแนวตั้ง 40,008 กิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของดาวเคราะห์ทั้งหมดในระบบสุริยะ

 

#2

ถึงแม้โลกจะดูมีขนาดที่ใหญ่โต แต่โลกมีขนาดพื้นผิวน้อยกว่าดวงอาทิตย์ถึง 12,000 เท่าเลยทีเดียว

 

#3

ถ้าเราไม่มีเงินไปเที่ยวรอบโลก (แต่อยากเดินทาง 40,075 กิโลเมตร) ให้คุณเดินทางจากเหนือสุดถึงใต้สุดของประเทศไทย 20 ครั้ง ก็จะเท่ากับเดินทางรอบโลก 1 รอบพอดีๆ

 

#4

ถ้าเอาโลกวางลงบนเครื่องชั่งน้ำหนัก (ที่เครื่องใหญ่พอ) ตัวเลขมวลของโลกที่จะแสดงออกมาก็คือ 5,973,600,000,000,000,000,000,000 กิโลกรัม หรือเขียนให้ง่ายขึ้นกว่าเดิมว่า 5.9736×1024 กิโลกรัม

 

#5

ใครที่บอกว่า “โลกกลม” คนนั้นผิด เพราะด้วยขนาดตามข้อแรก ทำให้โลกมีรูป “ทรงรี” ที่เกือบๆ จะเป็นทรงกลม แต่สมัยหนึ่งมนุษย์เคยถูกประหารชีวิต เพราะไม่ยอมเชื่อว่า “โลกแบน” คนที่เกือบจะเป็นหนึ่งในนั้นก็คือ กาลิเลโอ (Galileo Galilei) แต่โชคดีที่เขาฉลาดพอจะแกล้งสาบานว่าเชื่อเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปได้

 

#6

ส่วนใครที่บอกว่า “ก็โลกเอียง” คนนั้นพูดถูก เพราะแกนโลกเอียงทำมุมจากแนวดิ่ง (แนวตั้ง) ประมาณ 23.5 องศา ถ้านึกภาพไม่ออก ให้นึกว่าโลกเป็นลูกชิ้นปิ้งที่ถูกไม้เสียบอยู่กลางลูก แล้วเราถือไม้ให้มันเอียงจากแนวดิ่งไป 23.5 องศา โลกก็จะเอียงตามด้วยมุมที่เท่ากัน

 

#7

โลกหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1,674.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่าความเร็วของเสียงเสียอีก (เสียงเดินทางด้วยความเร็ว 1,236 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แต่เพราะขนาดของโลกใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดตัวของเรา จึงทำให้เราไม่รู้สึกเลยว่าโลกกำลังหมุนอยู่

 

#8

ด้วยความเร็วในการหมุนรอบตัวเองขนาดนี้ ทำให้โลกใช้เวลาหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบเท่ากับ 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.09 วินาที แต่เพื่อไม่ให้วุ่นวายจึงต้องปัดเศษเป็น 24 ชั่วโมงเต็ม

 

#9

ไม่ใช่แค่หมุนรอบตัวเองเท่านั้น แต่โลกยังหมุนรอบดวงอาทิตย์ไปด้วยพร้อมๆ กัน ที่ความเร็ว 107,218 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบเท่ากับ 365.24 วัน แต่ปัดเศษเหลือแค่ 365 วันเต็ม นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมทุกๆ 4 ปี เดือนกุมภาพันธ์จะต้องมี 29 วัน ก็เพราะบวกเศษที่เหลืออีกปีละ 0.24 วัน รวมเข้าด้วยกันเป็นอีกหนึ่งวันนั่นเอง

 

#10

ทุกวันนี้โลกส่งแรงโน้มถ่วง 9.81 เมตรต่อวินาทีกำลังสองมาดึงดูดเราเอาไว้ ในขณะที่ดาวพลูโตมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่านั้นถึง 15 เท่า หมายความว่า ถ้าอยู่บนโลกเรากระโดดได้สูง 1 เมตร เมื่อไปอยู่บนดาวพลูโตเราจะกระโดดได้สูงถึง 15 เมตร

 

#11

จากแรงโน้มถ่วงดังกล่าวของโลก ทำให้เราต้องใช้จรวดที่มีความเร็วมากกว่า 40,269.60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้หลุดพ้นไปจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง และพุ่งทะยานออกไปนอกโลกได้

 

#12

ถ้าผ่ากลางโลกออกเป็น 2 ซีกเหมือนผ่าแตงโม เราจะเห็นภายในโลกแบ่งเป็นชั้นใหญ่ๆ 3 ชั้น ชั้นบนสุดคือ “เปลือกโลก” (Crust) ที่เราอาศัยอยู่ มีความหนาประมาณ 30-50 กิโลเมตร

ลึกลงไปเป็นชั้น “เนื้อโลก” (Mantle) ซึ่งก็คือชั้นของหินหนืดที่พุ่งขึ้นมาเป็นลาวาบนพื้นโลกเมื่อเกิดภูเขาไฟระเบิด ชั้นนี้มีความหนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร มีอุณหภูมิประมาณ 800-4,300 องศาเซลเซียส

 

ชั้นในสุดของโลกคือ “แกนโลก” (Core) หนาประมาณ 3,300 กิโลเมตร มีอุณหภูมิประมาณ 4,300-6,400 องศาเซลเซียส ส่วนประกอบหลักของชั้นนี้คือธาตุเหล็ก รอบนอกจะเป็นเหล็กเหลว แต่ส่วนในสุดที่เป็นแก่นกลางของโลกมีความหนาแน่นมหาศาล จนทำให้เหล็กเหลวกลายเป็นเหล็กแข็ง

 

#13

และที่พูดกันว่าโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น แท้ที่จริงแล้วในชั้นบรรยากาศของโลกมี “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” อยู่เพียง 0.038% ส่วนก๊าซที่มีอยู่มากที่สุดก็คือ “ก๊าซไนโตรเจน” ซึ่งมีถึง 78.08% รองลงมาก็คือ “ก๊าซออกซิเจน” 20.95% และ “ก๊าซอาร์กอน” 0.93%

แต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนแค่นี้ ก็สามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก และนำไปสู่ภาวะโลกร้อนอย่างทุกวันนี้ได้แล้ว

 

ส่วนประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดต้องเป็นประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง “จีน” (21.5%) ตามมาด้วย “สหรัฐอเมริกา” (20.2%) ซึ่งทิ้งห่าง “รัสเซีย” ที่ได้อันดับ 3 อย่างขาดลอย (5.5%) และ “ไทย” อยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก (1.0%) เห็นกันหรือยังว่าใครคือตัวการหลักที่ทำให้สภาพอากาศโลกปั่นป่วนอยู่ในขณะนี้

 

#14

โลกมีพื้นที่ผิว 510,072,000 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นน้ำประมาณ 71% (361,132,000 ตารางกิโลเมตร) ที่เหลืออีกประมาณ 29% (148,940,000 ตารางกิโลเมตร) เป็นพื้นดิน

 

แต่ก็ใช่ว่าพื้นดินทั้งหมดมนุษย์จะสามารถอาศัยอยู่ได้ เพราะพื้นดินประมาณ 13,720,000 ตารางกิโลเมตร ที่เป็นทวีปแอนตาร์กติกา ที่มีอากาศหนาวจัดจนไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่อย่างถาวร มีแต่พวกนักวิจัยจอมอึดเพียงประมาณพันคนเท่านั้นที่ทนอยู่ได้

 

#15

ถ้าเมื่อไรที่โลกขาดแคลนน้ำจืด “ทวีปแอนตาร์กติกา” (Antarctica) ตรงขั้วโลกใต้ สามารถช่วยเราได้ เพราะพื้นที่ 98% ของทวีปแอนตาร์กติกาปกคลุมไปด้วยแผ่นน้ำแข็งที่หนาเฉลี่ยถึง 1.6 กิโลเมตร น้ำแข็ง 90% ของโลกมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ซึ่งมันสามารถสร้างน้ำจืดให้เราได้ถึง 70% ของปริมาณน้ำจืดที่มีในโลก

 

แต่ข้อเสียอย่างเดียวก็คือ ถ้ามันละลายหมดน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นเฉลี่ย 60 เมตร หรือสูงประมาณตึก 20 ชั้น เมื่อเวลานั้นโลกอาจถึงกาลอวสาน

 

#16

อุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นผิวโลกอยู่ที่ 14 องศาเซลเซียส แต่ถ้าใครชอบอากาศหนาวๆ ต้องไปเที่ยวขั้วโลกใต้ เพราะที่ “สถานีวิจัยวอสต๊อก” (Vostok Station) ในทวีปแอนตาร์กติกา เคยวัดอุณหภูมิได้ต่ำที่สุดในโลกถึง -89.2 องศาเซลเซียส

 

ส่วนอุณหภูมิที่สูงที่สุดบนพื้นผิวโลก คือ 57.8 องศาเซลเซียส ที่เมือง “อัลอซิซยา” (Al ‘Aziziyah) ประเทศลิเบีย ในทวีปแอฟริกา

 

#17

คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่ายอดเขาที่สูงที่สุดของไทยคือ “ดอยอินทนนท์” แต่ยอดเขาที่สูงที่สุดของโลกอยู่ที่ยอดเขา “เอเวอเรสต์” (Everest) ประเทศเนปาล มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 8,848 เมตร ซึ่งต้องเอาดอยอินทนนท์ 3.5 ลูก มาต่อกันถึงจะได้ความสูงเท่านี้ และแน่นอนว่าจุดนี้คือจุดที่สูงที่สุดของโลกเราแล้ว

 

#18

สำหรับจุดที่ต่ำที่สุดของโลกอยู่ใน “ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา” (Mariana Trench) ในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้กับ “เกาะกวม” (Guam) ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ชาลเลนเจอร์ดีป” (Challenger Deep)

 

รูปร่างหน้าตาเหมือนหุบเหวที่อยู่ใต้ท้องทะเล ก้นของหุบเหวนี้มีความลึกจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 10,923 เมตร ลึกกว่าความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์เสียอีก

 

#19

ผืนน้ำบนโลกนี้ถูกแบ่งออกเป็น 5 มหาสมุทร เรียงตามขนาดใหญ่ คือ

“มหาสมุทรแปซิฟิก” (Pacific Ocean)

“มหาสมุทรแอตแลนติก” (Atlantic Ocean)

“มหาสมุทรอินเดีย” (Indian Ocean)

“มหาสมุทรใต้” (Southern Ocean)

และ “มหาสมุทรอาร์กติก” (Arctic Ocean)

 

#20

ผืนดินบนโลกนี้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ทวีป (ตามหลักเกณฑ์ที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา) เรียงตามขนาดใหญ่ คือ

“ทวีปเอเชีย” (Asia)

“ทวีปแอฟริกา” (Africa)

“ทวีปอเมริกาเหนือ” (North America)

“ทวีปอเมริกาใต้” (South America)

“ทวีปแอนตาร์กติกา” (Antarctica)

“ทวีปยุโรป” (Europe)

และ “ทวีปออสเตรเลีย” (Australia)

ทวีปเอเชียกินพื้นที่ถึง 43.82 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็น 8.5% ของพื้นที่ผิวทั้งหมดของโลก แต่ทวีปออสเตรเลียกินพื้นที่แค่ 9,008,500 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.7% ของพื้นที่ผิวทั้งหมดของโลก เล็กกว่ากันเกือบ 5 เท่าตัว

 

แบ่งปัน