เธอถ่ายเซลฟี่ตลอด 3 ปี เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงจนถึงวันที่เธอกลายเป็น “ชาย”

การที่ชายอยากเป็นหญิงหรือการที่หญิงอยากเปลี่ยนเป็นชายไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปในยุคปัจจุบัน Jamie Raines เองก็เคยเป็นหญิง และตอนอายุ 18 เธอก็รู้สึกว่า “อยากเป็นผู้ชาย” และมันไม่ใช่ความรู้สึกชั่ววูบ

ดังนั้นเธอจึงเริ่มกินฮอร์โมน Testosterone ที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นชาย ซึ่งฮอร์โมนนี้จะส่งผลต่อหน้าตา เสียง และร่างกายของเธอ (ทั้งนี้เธอได้ปรึกษาแพทย์และศึกษาเป็นอย่างดีแล้วก่อนตัดสินใจทำเช่นนี้)

 

จากนั้น Jamie Raines ก็ตั้งปณิธานว่าจะถ่ายเซลฟี่ทุกวันเพื่อบันทึกความเปลี่ยนแปลงสู่เส้นทางแห่งลูกผู้ชาย

 

เธอบอกว่าในปีแรกยังไม่ค่อยเห็นผลนัก

 

แล้วทุกอย่างก็ดำเนินต่อไป

 

เกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงทีละน้อย

 

พอก้าวมาถึงปีที่ 2 Jamie Raines เผยว่ารู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปมาก

 

หลังจากผ่านไป 2 ปี “เธอ” ก็ได้เปลี่ยนสรรพนามกลายเป็น “เขา” เพราะตอนนี้ Jamie Raines ดูเหมือนผู้ชายมาก

 

เขาเล่าว่า “ความเปลี่ยนแปลงนี้คือสิ่งที่น่าตื่นเต้น”

 

จนถึงตอนนี้เขาคือหนุ่มหน้าหวาน

 

เริ่มหล่อเข้มขึ้นทุกที

 

เขาเริ่มมีเคราบางๆ

 

กลายเป็นหนุ่มเต็มตัว

 

Jamie Raines ลองเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆ ถึงความเปลี่ยนแปลง ด้วยการสวมชุดตัวเดิมที่เคยถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อน

 

นี่เป็นบทสัมภาษณ์ของเขา ที่เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังของความเปลี่ยนแปลง

ทำไมคุณถึงเริ่มถ่ายเซลฟี่?

Jamie Raines : ผมต้องการให้คนเห็นว่าฮอร์โมน Testosterone มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้ายังไง หกเดือนแรกมันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็ยิ่งเห็นผลมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วผมก็รู้สึกเหมือนว่าผมทุ่มเวลาให้ความเปลี่ยนแปลงนี้นานถึง 5 ปีและผมมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ

 

ตอนคุณเริ่มใช้ฮอร์โมน Testosterone คุณเคยคิดมั้ยว่าหน้าตาคุณจะลงเอยแบบไหน?

Jamie Raines : หลักๆผมพยายามไม่นึกถึงผลลัพธ์มากมายเนื่องจาก Testosterone สามารถส่งผลได้แตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อ ยกตัวอย่างบางคนอาจมีเครามีขนเหมือนชายตั้งแต่ 6 เดือนแรก ในขณะที่บางคนก็ไม่เป็นแบบนั้น

 

คุณรู้สึกยังไงเมื่อมองตัวเองในกระจก ระหว่างตอนที่เป็นผู้หญิงกับที่เป็นอยู่ในตอนนี้?

Jamie Raines : ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเดิม ผมตัดผมให้สั้นกว่าเดิม ดูดีกว่าเดิม แต่มันก็ดูแปลกๆ เหมือนกัน…นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงมาทุกอย่างดูตรงข้ามกันหมด แต่ผมก็มีความสุขกับสิ่งที่เป็นในตอนนี้มาก

 

การมีเคราสำคัญแค่ไหนสำหรับคุณ?

Jamie Raines : มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ผมก็รู้สึกดีมากที่มีมัน สำหรับผมสิ่งที่รู้สึกว่าอาจต้องพึ่งการผ่าตัดคือเสียงทุ้มลึก ส่วนความเปลี่ยนแปลงด้านอื่นเปรียบเหมือนโบนัสที่ได้เพิ่ม

 

เสียงคุณเปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน?

Jamie Raines : ในช่วง 6 เดือนแรกเสียงแทบไม่เปลี่ยนไปเลย หลังจากนั้นเสียงจึงค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป

 

คุณคิดว่า Testosterone ส่งผลต่ออารมณ์ของคุณไหม?

Jamie Raines : ผมคิดว่าผมรู้สึกอ่อนไหวน้อยลง ผมร้องไห้น้อยลง แต่ผมไม่คิดว่ามันมีผลต่อลักษณะนิสัย หรือตัวตนของผมนะ

 

คนใกล้ตัวคุณรู้สึกยังไงกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้?

Jamie Raines : ครอบครัวผมทุกคน แล้วก็ Shaaba แฟนของผม สนับสนุนผม พวกเขาตื่นเต้นกับความเปลี่ยนแปลงของผม ซึ่งก่อนที่จะทำผมก็ไปบอกแม่ บอกพ่อ ซึ่งทุกคนก็ดีใจที่ผมได้ค้นพบตัวตนของตัวเอง

Jamie Raines ถ่ายรูปคู่กับแฟนของเขา

 

ดูเหมือนแม่คุณจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี?

Jamie Raines : ใช่ครับ ตอนผมบอกเธอ ผมพยายามอธิบายหลายๆ สิ่งให้เธอได้รับรู้ เพราะตอนที่เริ่มวางแผนเรื่องนี้ผมอายุแค่ 17 ตอนนั้นผมไปปรึกษาแพทย์ที่คลีนิคด้านเพศ ผมพบแพทย์เอกชนมือดีก่อนที่จะเริ่มทำทุกอย่างแบบจริงจัง

 

คุณจะแนะนำอะไรกับคนที่อยาก “ข้ามเพศ” บ้าง?

Jamie Raines : ความอดทนคือกุญแจสำคัญของการข้ามเพศ และมันสำคัญมากที่คนรอบข้างคุณจะต้องคอยสนับสนุน เพราะกว่าที่คุณจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเห็นผล มันใช้เวลาที่นานมหาศาล แต่พอทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงมันก็จะเปลี่ยนไปเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

ตอนนี้หลายคนถึงกับงงเมื่อบอกว่าจริงๆ แล้ว ผมเป็น “ผู้ชายข้ามเพศ” หลายคนคิดว่าผมเป็นผู้ชายที่อยากกลายเป็นผู้หญิง และไม่รู้ว่าแท้จริงผมคือผู้หญิงที่กลายเป็นผู้ชาย

เรื่องตัวตนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่การข้ามเพศก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต ดังนั้นก่อนตัดสินใจใดๆ ก็ควรปรึกษากับครอบครัวและมีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดให้ดีก่อน

 

เครดิต Buzzfeed

แบ่งปัน