ย้อนคดีแปลกเมื่อลูกเศรษฐีถูกลักพาตัวและเปลี่ยนไปเป็นผู้ก่อการร้ายใน 2 เดือน

เชื่อว่าทุกๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับคดีการ “ลักพาตัว” กันอยู่แล้ว แต่ในจำนวนคดีลักพาตัวทั้งหมดนั้น คดีนี้ถือได้ว่าเป็นคดีที่มีความแปลกแบบสุดๆ นั่นคือ “คดีลักพาตัว แพทริเชีย เฮิร์สท” ในปี 1974 นั่นเอง เรื่องราวจะแปลกขนาดไหนไปอ่านกันเลย

 

“แพทริเชีย เฮิร์สท” คือใคร?

“แพทริเชีย เฮิร์สท” เกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1954 เป็นหลานสาวของวิลเลี่ยม แรนดอล์ฟ เฮิร์สทซึ่งเป็นมหาเศรษฐี และผู้ก่อตั้งเฮิร์สทกรู๊ปซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลด้านสื่อมวลชนเป็นอย่างมากในยุคนั้น ซึ่งนี่เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอต้องประสบกับชะตาชีวิตอันพิสดารในเวลาถัดมา

 

การลักพาตัวเริ่มขึ้นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1974

ขณะที่แพทริเชียอยู่กับคนรักของเธอที่อพาร์เมนท์หรูในเบอร์เคอร์เลย์ ซานฟรานซิสโก เธอถูกกลุ่มคนร้าย SLA (Symbionese Liberation Army) ลักพาตัวไปทั้งยังอยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำ

 

ในตอนแรก SLA ตั้งใจจะใช้แพทริเชียเป็นตัวประกันในการแลกเปลี่ยนกับพรรคพวกของตนซึ่งถูกจับกุมอยู่ หากภายหลังก็เปลี่ยนมาเป็นการเรียกร้องค่าไถ่ตัวกับครอบครัวของแพทริเชียแทน

 

ข้อเรียกร้องคือ?

กลุ่มคนร้ายได้เรียกร้องให้ครอบครัวเฮิร์สทแจกจ่ายอาหารให้กับคนยากไร้ในแคลิฟอร์เนียหัวละ 70 ดอลล่าร์ซึ่งคิดเป็นเงินรวมถึงสี่ร้อยล้านดอลล่าร์ทีเดียว เฮิร์สทจัดเตรียมการบริจาคอาหารอย่างเร่งด่วนเป็นเงินรวม 6 ล้านดอลล่าร์แจกจ่ายให้กับคนยากไร้ในเขตท่าเรือ

 

แต่แล้ว SLA ก็ปฏิเสธที่จะปล่อยตัวแพทริเชียโดยอ้างว่าเฮิร์สทแจกจ่ายอาหารคุณภาพต่ำกว่าที่พวกเขากำหนดไว้ (ในเทปบันทึกเสียงซึ่งเปิดเผยสู่สาธารณชนในภายหลัง แพทริเชียกล่าวว่า เธอรู้ดีว่าพ่อของเธอทำได้ดีกว่านั้น)

 

อีกสองเดือนให้หลังเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั่วอเมริกา วันที่ 15 เมษายน 1974 มีการปล้นธนาคารที่ธนาคารฮิเบอร์เนีย สาขาซันเซ็ต

 

และกล้องรักษาความปลอดภัยก็จับภาพหญิงสาวผู้หนึ่งในกลุ่มคนร้ายไว้ได้

 

เธอถือแมชชีนกันพร้อมกับตะโกนสั่งคนที่อยู่ในธนาคารด้วยเสียงที่ดังมาก และเธอผู้นี้ก็คือ “แพทริเชีย เฮิร์สท” ซึ่งถูก SLA จับไว้ในฐานะตัวประกันนั่นเอง

 

 

เธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป!!

SLA ส่งเทปและรูปถ่ายของแพทริเชียมาให้ทางการ เธอประกาศในเทปดังกล่าวด้วยตัวเองว่า “ชื่อของฉันคือทาเนีย และฉันคือนักรบของ SLA”

 

และเมื่อวิลเลี่ยม วอลฟ์ซึ่งเป็นหนึ่งสมาชิก SLA ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต เธอก็กล่าวผ่านเทปซึ่งถูกนำมาออกอากาศดังนี้ “ฉันรักเขามาก เขาเป็นพวกพ้องผู้ร่วมต่อสู้เพื่อคนยากไร้และฉันก็จะต่อสู้จนวาระสุดท้ายโดยไม่เกรงกลัวความตายเช่นเดียวกับเขา”

 

กันยายน 1975

หลังจากคดีลักพาตัวนี้ล่วงเลยไปเป็นเวลา 1 ปีกับอีก 9 เดือน ในเดือนกันยายน 1975 แพทริเชียและ SLA คนอื่นๆก็ถูกจับกุมที่อพาร์ทเมนท์ในซานฟรานซิสโก

 

ขณะที่ถูกจับกุมนั้น แทบจะไม่มีใครบอกได้ว่าเธอเป็นลูกสาวของมหาเศรษฐี แพทริเชียในตอนนั้นใส่เสื้อวอร์มแขนยาว กางเกงผ้าฝ้ายราคาถูก รองเท้ายางสกปรก และไม่ได้ใส่เสื้อยกทรง

 

การตัดสินโทษ

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 1976 แพทริเชียก็ปรากฏตัวที่ศาลในชุดสูทสีเทาอ่อน หากที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีแค่การแต่งกายเท่านั้น แพทริเชียยืนยันในศาลว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ และทุกอย่างที่เธอทำลงไปนั้นเป็นเพราะถูกล้างสมอง

 

คณะทนายของเฮิร์สทยืนกรานว่าความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของสมาชิก SLA คนอื่นๆ เพราะแพทริเชียถูกข่มขู่บังคับให้กระทำเช่นนั้น และเธอไม่ได้มีความรักในตัววอลฟ์เลยแม้แต่น้อย

คำอ้างดังกล่าวของแพทริเชียไม่เป็นที่ยอมรับในศาลเพราะเธอยังคงเก็บจี้ห้อยคอของวอลฟ์ไว้ติดตัวตลอดเวลา ศาลได้ตัดสินให้เธอถูกจำคุกเป็นเวลา 7 ปี หากหลังการตัดสิน เมื่อจ่ายเงินประกันตัว 1,500,000 ดอลล่าร์ประกอบคำสั่งละเว้นโทษจากประธานาธิบดี แพทริเชียก็ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะอิทธิพลของตระกูลเฮิร์สทซึ่งเธอเคยกล่าวประนามในระหว่างร่วมกลุ่ม SLA นั่นเอง

 

เกิดอะไรขึ้นกับแพทริเชีย?

นักวิชาการกล่าวว่า แพทริเชียอาจจะมีอาการของ Stockholm Syndrome หมายถึงการที่คนร้ายและเชลยอยู่ร่วมกันในสถานที่จำกัดเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนเชลยเกิดความเห็นใจและความรู้สึกในแง่ดีต่อตัวคนร้าย

อาการนี้มักจะเกิดกับเชลยที่ใช้เวลาอยู่กับคนร้ายเป็นเวลานาน ได้รับฟังเหตุผลในการกระทำจนเกิดอารมณ์ร่วมด้วย ทำให้เชลยเกิดความไว้วางใจหรือความรักในตัวคนร้ายขึ้นมา

 

เครดิตข้อมูล exteen.com

แบ่งปัน